อารมณ์เสีย อย่าปล่อยให้เสีย ภาคหนึ่ง – โดย เต้ STANFORD
December 15th, 2007
เกริ่นนำอย่างสั้นที่สุด
ก็คือว่าน้องเต้เนี่ย เป็นเด็กนักเรียนทุนที่เรียนจิตวิทยาด้านสมองอยู่ที่แสตนฟอร์ด
ผม(แทนไท) บังเอิญเพิ่งได้รู้จักกับเขาผ่านทางอินเตอร์เน็ต ก็เลยชวนมาเขียนบทความโลกจิตร่วมกันซะเลย
ลองอ่านแล้วติชมดูได้นะขอรับ
อารมณ์เสียอย่าปล่อยให้เสีย ภาคหนึ่ง
อารมณ์เสีย อารมณ์ดี อารมณ์บูด อารมณ์เน่า อารมณ์ไม่ดี รมณ์บ่จอย อารมณ์อยากกิน อารมณ์เที่ยว อารมณ์ชิลล์ๆ ตกลงอารมณ์มันคืออะไรกันแน่ล่ะเนี่ย เสียได้ ดีได้ บูดได้ เน่าได้ อยากกิน อยากเที่ยวได้อีกต่างหาก รูปร่างหน้าตาอารมณ์มันเป็นยังไงก็ไม่มีใครบอกได้ บางทีไอ้อารมณ์มันก็มาอยู่เหนือเหตุผล หรือคนตกเป็นทาสของมันทั้งๆ ที่เราเป็นเจ้าของของอารมณ์เนี่ย
อ้าวแล้วไอ้สิ่งที่เราบอกรูปร่างลักษณะก็ไม่ได้ ทำไมมันถึงมีอำนาจขนาดมาทำให้เราเป็นทาสได้ทั้งๆ ที่ประกาศเลิกทาสไปแล้วร้อยกว่าปีโน่นแล้ว นอกจากนั้นเรายังใช้มันเป็นข้ออ้างเวลาขี้เกียจได้อีก เช่น เวลาใกล้สอบแล้วแม่บอกให้อ่านหนังสือ … ง่ะ ไม่เอา ไม่มีอารมณ์อ่าน แสดงว่าไอ้สิ่งที่ไม่มีรูปร่างเนี่ยมันก็ต้องมีประโยชน์ด้วยสิ แสดงว่าไอ้เจ้าอารมณ์เนี่ยมันต้องเป็นอะไรหยุกหยุยสักอย่างที่ว่ายไปว่ายมาในโลกจิตของเราน่ะดิ
อารมณ์เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน เป็นอะไรที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งก็ฟังดูมีเหตุผล เพราะว่าไม่เคยมีใครเห็นว่าอารมณ์หน้าตาเป็นยังไง (นอกจากน้องพ่อของใครจะชื่อรมณ์ แต่อันนี้ไม่เกี่ยว) มันเป็นความรู้สึก หรือเป็นสิ่งที่เรียกว่าประสบการณ์ (experience) ประสบการณ์ในที่นี้เราไม่ใช่หมายถึงว่า อะโหยลูกพี่ผมประสบการณ์เต็มเปี่ยม เราไม่ได้พูดถึงประสบการณ์ที่หมายถึงสิ่งที่เราประสบมาในอดีต ประสบการณ์ในที่นี้มีความหมายพิเศษ คือเป็นปรากฎการณ์ที่เราประสบมาแต่ว่าอธิบายให้คนอื่นฟังยากว่ารู้สึกยังไง
ลองคิดว่ามีหุ่นยนต์ตัวนึงที่มีประสาทสัมผัสได้ห้าครบ หู ตา จมูก ลิ้น กาย และฉลาดมากๆแต่ว่าไม่เคยมีประสบการณ์ที่เรียกว่าอารมณ์เลย ถ้าลองให้สอนหุ่นตัวนั้นว่าอารมณ์กลัวเป็นยังไง อ้าวกลัวก็แปลว่ากลัวน่ะสิ อ้าวเอ๊ะพูดวนกลับมาที่เดิมนิ่ ลองใหม่ เวลากลัวก็ตัวสั่น มือไม้สั่น ทำอะไรไม่ถูก ขาจะก้าวก็ก้าวไม่ออก เหงื่อแตก ฉี่แตก อ้าวไหนบอกอารมณ์จับต้องไม่ได้ไง ถ้างั้นจะพูดว่าอารมณ์คือมือที่สั่น ขาที่ก้าวไม่ออกเหรอ ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว เห็นมั้ยว่าจะสอนให้หุ่นยนต์ตัวนั้นรู้ว่าอารมณ์ หรือการรู้สึกมีอารมณ์นั้นมันเป็นยังไงนี่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย (แต่นักปรัชญาบางคนจะเถียงตอบต่อไปได้ แต่ตอนนี้ขอเอานักปรัชญาไปเก็บสักครู่ ไม่งั้นเราไม่ได้เอาถึงโลกจิตกัน) ขอสรุปว่าอารมณ์ (ตามคำนิยามของนักจิตวิทยา) ก็คือ ประสบการณ์อย่างหนึ่งที่ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนอง และเป็นสิ่งที่อำนาจบางอย่างที่เราเอามาใช้ประโยชน์อะไรสักอย่างในชีวิต
ทำไมคนเราถึงต้องกลัวล่ะ กลัวแล้วหัวใจก็เต้นรัว ตัวสั่น มือสั่น ขาสั่น ฉี่แตก กลัวแล้วได้ประโยชน์อะไรกัน ถ้าคิดกันง่ายๆ ก็คือเป็นอารมณ์ตอบสนองต่อสิ่งที่อาจจะมาทำร้ายเราได้ เราก็จะได้รอดพ้นไปได้ ปลอดภัยสบายก้น แต่คนเราเกิดมาไม่รู้นิ่หว่า จิ๊กโก๋น่ากลัว ไม่รู้ว่างูน่ากลัว แล้วร่างกายเรารู้ได้ยังไงล่ะว่าเราควรจะกลัวตอนไหน ควรจะสั่นเมื่อไร มีการทดลองนึงเค้าเอาเด็กอายุขวบกว่าเข้าไปอยู่ในกรงเสือที่เชื่องแล้ว แหะแหะเค้าบอกว่าเชื่องแล้วผู้ใหญ่ปกติก็ยังจะอดกลัวไม่ได้ แต่เด็กน้อยของเราครับอาจหาญเข้าไปคลุกคลี หยอกล้อต่อกระซิก กระแนะกระแหน กระหนุงกระหนิงกับน้องเสือของเราหน้าตาเฉย ไม่รู้เรื่องอะไรเลยว่าอาจจะถูกตะปบเมื่อไรก็ได้ การทดลองนี้ทำให้เรารู้ว่าการรู้สึกกลัวนั้นเกิดจากการเรียนรู้ คนรู้สึกกลัวเสือได้เพราะว่าเรารู้หรือได้ยินหรือเห็นมาก่อนว่าเสือมันอาจจะกินเราเป็นข้าวเที่ยงเมื่อไรก็ได้ เพราะฉะนั้นอารมณ์บางอย่างเกิดจากการที่เราจับคู่สิ่งที่เรารับรู้ มองเห็น หรือสัมผัสมาก่อนมาคู่กับอารมณ์ เช่น เห็นเสือ = กลัว ซึ่งการเรียนที่รู้ที่จะพูดถึงนี้เค้าเรียกกันว่า classical conditioning อุ้ยมันแปลว่าอะไรล่ะเนี่ย ขอยกตัวอย่างละกัน
ตัวอย่างแบบคลาสสิกคือ กระทาชายนายหนึ่งอาจหาญเข้ามาร่วมการทดลองจิตวิทยา ตอนแรกเดินเข้ามาเค้าก็ให้นั่งเฉยๆ แล้วจู่ๆ สั่นกระดิ่ง ติ๊ง…. คนก็งงไม่รู้สึกอะไร ติ๊งทำไม จากนั้นสองวิ กระทาชายก็ถูกสะดุ้งด้วยไฟฟ้า …อุ้ย มาช็อตตูทำไมฟะเนี่ย สักพักนึงก็ได้ยินเสียงกระดิ่งอีกติ๊ง อะจ๊ากโดนช็อตอีกแล้ว ติ๊ง…อะจ๊าก ติ๊ง…อะจ๊าก ติ๊งจ๊าก ติ๊จ๊าก ต๊าก หลังๆ รู้ทันแค่ได้ยินเสียงก็รู้แล้วตูซวยชัวร์ กระทาชายนายนั้นเรียนรู้แล้วว่ากระดิ่งมันมีความหมายว่าตูโดนช็อตแน่ๆ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนกระดิ่งไม่มีความหมายอะไรเลย แบบนี้เค้าเรียกว่าการเรียนรู้ทางอารมณ์ เพราะว่าเราจับคู่อารมณ์กลัวกับสิ่งที่ไม่เคยมีความหมายเช่น กระดิ่ง แต่ก่อน ไฟช็อต = กลัว แต่เดี๋ยวนี้รู้ทันว่า กระดิ่ง = กลัว = ไฟช็อต
อ้าว รู้ได้ไงล่ะเนี่ยว่าการเรียนรู้แบบนี้ต้องพึ่งพาอารมณ์ อาจจะเป็นแค่ความจำก็ได้ว่าเห็นกระดิ่งแล้วต้องถูกไฟช็อตก็เลยกลัวไปก่อน อ่า… คิดว่าจะล้มทฤษฎีข้าน้อยได้ละซี่ ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกนะ เอางี้ลองใช้การทดลองติ๊งอะจ๊าก มาทดสอบคนที่ไม่มีอารมณ์ดูสิ แล้วดูว่าเค้าจะกลัวตอนได้ยินเสียงกระดิ่งรึเปล่า ปรากฎว่าร่างกายของผู้ป่วยอารมณ์พิการไม่ตอบสนองต่อกระดิ่ง ไม่รู้สึกกลัวตอนได้ยินเสียงกระดิ่ง แต่ตอบสนองตอนที่เอาตอนที่ถูกช็อตแล้ว กระดิ่งไม่มีความหมายอะไรอื่นเลย นอกเสียจากจะนึกว่าไอติมไผ่ทองเข็นเอาไอติมมาขาย เห…..มันฟังดูพิลึกนะ แล้วใครกันล่ะเพ่ที่ไม่มีอารมณ์หรืออารมณ์พิการ คนขาพิการแปลว่าคนคนนั้นไม่มีขา คนตาบอดแปลว่าคนคนนั้นระบบทางสายตาทำงานไม่ได้ แล้วคนอารมณ์พิการเค้าอะไรขาดหายไปหรือเสียไปล่ะเนี่ย คนเรามีส่วนๆ นึงในสมองที่ควบคุมและประมวลผลทางอารมณ์ ถ้าสมองส่วนนี้ไม่ทำงาน หรือหายไปคนคนนั้นก็จะกลายเป็นคนอารมณ์พิกาลไป รัฐมนตรีกระทรวงอารมณ์แห่งสมองประจำปีนี้คือ คือ อะมิกดาลา ดาลา ดาลา ลา ลา ลา ลา …
อมิกดาลาเป็นเม็ดเล็กๆ ฝรั่งบอกว่าคล้ายถั่วอัลมอนด์ แต่คนไทยคงบอกว่าคล้ายๆลูกมะยม เจ้าอมิกดาลานี้อยู่ตรงปลายใกล้ๆกับ ฮิปโปแคมปัสเลย (ถ้าอยากรู้รายละเอียดว่าฮิปโปแคมปัสคืออะไร ให้ไปอ่าน ฮิปโปน้อยกับความทรงจำของคุณยาย ที่พี่แทนเขียนไว้) อมิกดาลาเป็นส่วนที่สร้างกระบวนการทางอารมณ์ต่างๆ ของเรา ซึ่งทำงานเป็นระบบกับส่วนอื่นๆ ของสมอง เพราะฉะนั้นอมิกดาลาไม่ใช่พระเอกคนเดียว มีเพื่อนพระเอกตามมากันเป็นโขยง เช่น อินซูลา (insula) สไตรเอตัม (striatum) สมองส่วนหน้าสุด (prefrontal cortex) และซิงกิวเล็ต (cingulate cortex) ซึ่งเดี๋ยวพวกนี้รายหน้าขึ้นมาเป็นพระเอกในตอนต่อไป คอยติดตามกัน




























