rulururu

post อารมณ์เสีย อย่าปล่อยให้เสีย ภาคหนึ่ง – โดย เต้ STANFORD

December 15th, 2007

Filed under: โลกจิตรับเชิญ — admin @ 3:00 am

เกริ่นนำอย่างสั้นที่สุด

ก็คือว่าน้องเต้เนี่ย เป็นเด็กนักเรียนทุนที่เรียนจิตวิทยาด้านสมองอยู่ที่แสตนฟอร์ด

ผม(แทนไท) บังเอิญเพิ่งได้รู้จักกับเขาผ่านทางอินเตอร์เน็ต ก็เลยชวนมาเขียนบทความโลกจิตร่วมกันซะเลย

ลองอ่านแล้วติชมดูได้นะขอรับ

อารมณ์เสียอย่าปล่อยให้เสีย ภาคหนึ่ง

อารมณ์เสีย อารมณ์ดี อารมณ์บูด อารมณ์เน่า อารมณ์ไม่ดี รมณ์บ่จอย อารมณ์อยากกิน อารมณ์เที่ยว อารมณ์ชิลล์ๆ ตกลงอารมณ์มันคืออะไรกันแน่ล่ะเนี่ย เสียได้ ดีได้ บูดได้ เน่าได้ อยากกิน อยากเที่ยวได้อีกต่างหาก รูปร่างหน้าตาอารมณ์มันเป็นยังไงก็ไม่มีใครบอกได้ บางทีไอ้อารมณ์มันก็มาอยู่เหนือเหตุผล หรือคนตกเป็นทาสของมันทั้งๆ ที่เราเป็นเจ้าของของอารมณ์เนี่ย

อ้าวแล้วไอ้สิ่งที่เราบอกรูปร่างลักษณะก็ไม่ได้ ทำไมมันถึงมีอำนาจขนาดมาทำให้เราเป็นทาสได้ทั้งๆ ที่ประกาศเลิกทาสไปแล้วร้อยกว่าปีโน่นแล้ว นอกจากนั้นเรายังใช้มันเป็นข้ออ้างเวลาขี้เกียจได้อีก เช่น เวลาใกล้สอบแล้วแม่บอกให้อ่านหนังสือ … ง่ะ ไม่เอา ไม่มีอารมณ์อ่าน แสดงว่าไอ้สิ่งที่ไม่มีรูปร่างเนี่ยมันก็ต้องมีประโยชน์ด้วยสิ แสดงว่าไอ้เจ้าอารมณ์เนี่ยมันต้องเป็นอะไรหยุกหยุยสักอย่างที่ว่ายไปว่ายมาในโลกจิตของเราน่ะดิ

อารมณ์เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน เป็นอะไรที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งก็ฟังดูมีเหตุผล เพราะว่าไม่เคยมีใครเห็นว่าอารมณ์หน้าตาเป็นยังไง (นอกจากน้องพ่อของใครจะชื่อรมณ์ แต่อันนี้ไม่เกี่ยว) มันเป็นความรู้สึก หรือเป็นสิ่งที่เรียกว่าประสบการณ์ (experience) ประสบการณ์ในที่นี้เราไม่ใช่หมายถึงว่า อะโหยลูกพี่ผมประสบการณ์เต็มเปี่ยม เราไม่ได้พูดถึงประสบการณ์ที่หมายถึงสิ่งที่เราประสบมาในอดีต ประสบการณ์ในที่นี้มีความหมายพิเศษ คือเป็นปรากฎการณ์ที่เราประสบมาแต่ว่าอธิบายให้คนอื่นฟังยากว่ารู้สึกยังไง

ลองคิดว่ามีหุ่นยนต์ตัวนึงที่มีประสาทสัมผัสได้ห้าครบ หู ตา จมูก ลิ้น กาย และฉลาดมากๆแต่ว่าไม่เคยมีประสบการณ์ที่เรียกว่าอารมณ์เลย ถ้าลองให้สอนหุ่นตัวนั้นว่าอารมณ์กลัวเป็นยังไง อ้าวกลัวก็แปลว่ากลัวน่ะสิ อ้าวเอ๊ะพูดวนกลับมาที่เดิมนิ่ ลองใหม่ เวลากลัวก็ตัวสั่น มือไม้สั่น ทำอะไรไม่ถูก ขาจะก้าวก็ก้าวไม่ออก เหงื่อแตก ฉี่แตก อ้าวไหนบอกอารมณ์จับต้องไม่ได้ไง ถ้างั้นจะพูดว่าอารมณ์คือมือที่สั่น ขาที่ก้าวไม่ออกเหรอ ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว เห็นมั้ยว่าจะสอนให้หุ่นยนต์ตัวนั้นรู้ว่าอารมณ์ หรือการรู้สึกมีอารมณ์นั้นมันเป็นยังไงนี่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย (แต่นักปรัชญาบางคนจะเถียงตอบต่อไปได้ แต่ตอนนี้ขอเอานักปรัชญาไปเก็บสักครู่ ไม่งั้นเราไม่ได้เอาถึงโลกจิตกัน) ขอสรุปว่าอารมณ์ (ตามคำนิยามของนักจิตวิทยา) ก็คือ ประสบการณ์อย่างหนึ่งที่ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนอง และเป็นสิ่งที่อำนาจบางอย่างที่เราเอามาใช้ประโยชน์อะไรสักอย่างในชีวิต

    ทำไมคนเราถึงต้องกลัวล่ะ กลัวแล้วหัวใจก็เต้นรัว ตัวสั่น มือสั่น ขาสั่น ฉี่แตก กลัวแล้วได้ประโยชน์อะไรกัน ถ้าคิดกันง่ายๆ ก็คือเป็นอารมณ์ตอบสนองต่อสิ่งที่อาจจะมาทำร้ายเราได้ เราก็จะได้รอดพ้นไปได้ ปลอดภัยสบายก้น แต่คนเราเกิดมาไม่รู้นิ่หว่า จิ๊กโก๋น่ากลัว ไม่รู้ว่างูน่ากลัว แล้วร่างกายเรารู้ได้ยังไงล่ะว่าเราควรจะกลัวตอนไหน ควรจะสั่นเมื่อไร มีการทดลองนึงเค้าเอาเด็กอายุขวบกว่าเข้าไปอยู่ในกรงเสือที่เชื่องแล้ว แหะแหะเค้าบอกว่าเชื่องแล้วผู้ใหญ่ปกติก็ยังจะอดกลัวไม่ได้ แต่เด็กน้อยของเราครับอาจหาญเข้าไปคลุกคลี หยอกล้อต่อกระซิก กระแนะกระแหน กระหนุงกระหนิงกับน้องเสือของเราหน้าตาเฉย ไม่รู้เรื่องอะไรเลยว่าอาจจะถูกตะปบเมื่อไรก็ได้ การทดลองนี้ทำให้เรารู้ว่าการรู้สึกกลัวนั้นเกิดจากการเรียนรู้ คนรู้สึกกลัวเสือได้เพราะว่าเรารู้หรือได้ยินหรือเห็นมาก่อนว่าเสือมันอาจจะกินเราเป็นข้าวเที่ยงเมื่อไรก็ได้ เพราะฉะนั้นอารมณ์บางอย่างเกิดจากการที่เราจับคู่สิ่งที่เรารับรู้ มองเห็น หรือสัมผัสมาก่อนมาคู่กับอารมณ์ เช่น เห็นเสือ = กลัว ซึ่งการเรียนที่รู้ที่จะพูดถึงนี้เค้าเรียกกันว่า classical conditioning อุ้ยมันแปลว่าอะไรล่ะเนี่ย ขอยกตัวอย่างละกัน

ตัวอย่างแบบคลาสสิกคือ กระทาชายนายหนึ่งอาจหาญเข้ามาร่วมการทดลองจิตวิทยา ตอนแรกเดินเข้ามาเค้าก็ให้นั่งเฉยๆ แล้วจู่ๆ สั่นกระดิ่ง ติ๊ง…. คนก็งงไม่รู้สึกอะไร ติ๊งทำไม จากนั้นสองวิ กระทาชายก็ถูกสะดุ้งด้วยไฟฟ้า …อุ้ย มาช็อตตูทำไมฟะเนี่ย สักพักนึงก็ได้ยินเสียงกระดิ่งอีกติ๊ง อะจ๊ากโดนช็อตอีกแล้ว ติ๊ง…อะจ๊าก ติ๊ง…อะจ๊าก ติ๊งจ๊าก ติ๊จ๊าก ต๊าก หลังๆ รู้ทันแค่ได้ยินเสียงก็รู้แล้วตูซวยชัวร์ กระทาชายนายนั้นเรียนรู้แล้วว่ากระดิ่งมันมีความหมายว่าตูโดนช็อตแน่ๆ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนกระดิ่งไม่มีความหมายอะไรเลย แบบนี้เค้าเรียกว่าการเรียนรู้ทางอารมณ์ เพราะว่าเราจับคู่อารมณ์กลัวกับสิ่งที่ไม่เคยมีความหมายเช่น กระดิ่ง แต่ก่อน ไฟช็อต = กลัว แต่เดี๋ยวนี้รู้ทันว่า กระดิ่ง = กลัว = ไฟช็อต

อ้าว รู้ได้ไงล่ะเนี่ยว่าการเรียนรู้แบบนี้ต้องพึ่งพาอารมณ์ อาจจะเป็นแค่ความจำก็ได้ว่าเห็นกระดิ่งแล้วต้องถูกไฟช็อตก็เลยกลัวไปก่อน อ่า… คิดว่าจะล้มทฤษฎีข้าน้อยได้ละซี่ ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกนะ เอางี้ลองใช้การทดลองติ๊งอะจ๊าก มาทดสอบคนที่ไม่มีอารมณ์ดูสิ แล้วดูว่าเค้าจะกลัวตอนได้ยินเสียงกระดิ่งรึเปล่า ปรากฎว่าร่างกายของผู้ป่วยอารมณ์พิการไม่ตอบสนองต่อกระดิ่ง ไม่รู้สึกกลัวตอนได้ยินเสียงกระดิ่ง แต่ตอบสนองตอนที่เอาตอนที่ถูกช็อตแล้ว กระดิ่งไม่มีความหมายอะไรอื่นเลย นอกเสียจากจะนึกว่าไอติมไผ่ทองเข็นเอาไอติมมาขาย เห…..มันฟังดูพิลึกนะ แล้วใครกันล่ะเพ่ที่ไม่มีอารมณ์หรืออารมณ์พิการ คนขาพิการแปลว่าคนคนนั้นไม่มีขา คนตาบอดแปลว่าคนคนนั้นระบบทางสายตาทำงานไม่ได้ แล้วคนอารมณ์พิการเค้าอะไรขาดหายไปหรือเสียไปล่ะเนี่ย คนเรามีส่วนๆ นึงในสมองที่ควบคุมและประมวลผลทางอารมณ์ ถ้าสมองส่วนนี้ไม่ทำงาน หรือหายไปคนคนนั้นก็จะกลายเป็นคนอารมณ์พิกาลไป รัฐมนตรีกระทรวงอารมณ์แห่งสมองประจำปีนี้คือ คือ อะมิกดาลา ดาลา ดาลา ลา ลา ลา ลา …

 

อมิกดาลาเป็นเม็ดเล็กๆ ฝรั่งบอกว่าคล้ายถั่วอัลมอนด์ แต่คนไทยคงบอกว่าคล้ายๆลูกมะยม เจ้าอมิกดาลานี้อยู่ตรงปลายใกล้ๆกับ ฮิปโปแคมปัสเลย (ถ้าอยากรู้รายละเอียดว่าฮิปโปแคมปัสคืออะไร ให้ไปอ่าน ฮิปโปน้อยกับความทรงจำของคุณยาย ที่พี่แทนเขียนไว้) อมิกดาลาเป็นส่วนที่สร้างกระบวนการทางอารมณ์ต่างๆ ของเรา ซึ่งทำงานเป็นระบบกับส่วนอื่นๆ ของสมอง เพราะฉะนั้นอมิกดาลาไม่ใช่พระเอกคนเดียว มีเพื่อนพระเอกตามมากันเป็นโขยง เช่น อินซูลา (insula) สไตรเอตัม (striatum) สมองส่วนหน้าสุด (prefrontal cortex) และซิงกิวเล็ต (cingulate cortex) ซึ่งเดี๋ยวพวกนี้รายหน้าขึ้นมาเป็นพระเอกในตอนต่อไป คอยติดตามกัน

post ประสบการณ์ลึกลับ เดชาวู (Déjà Vu)เกิดขึ้นได้อย่างไร? - โดย พี่ชิว บัญชา

December 14th, 2007

Filed under: โลกจิตรับเชิญ — admin @ 9:26 pm

 

เคยไหมครับที่คุณกำลังทำอะไรเพลิน ๆ อยู่ จู่ ๆ ก็กลับมีความรู้สึกว่า

“เอ๊ะ! เหตุการณ์แบบนี้มัน เคยเกิดขึ้นมาแล้วนี่!”
 

แถมบางครั้งยังรู้อีกด้วยว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น แต่ความรู้สึกที่ว่านี้มักจะเกิดในช่วงสั้น ๆ แล้วก็หายไป

    ในภาษาไทยไม่มีคำเรียกความรู้สึกที่ว่านี้ ส่วนฝรั่งมีคำใช้หลายคำ เช่น promnesia และ paramnesia แต่ที่นิยมที่สุด คือเรียกเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า เดชาวู (déjà vu) (ไม่ใช่ เดจาวู) ซึ่งแปลว่า เคยเห็นมาก่อนแล้ว คำว่า déjà vu นี้ นักวิจัยชาวฝรั่งเศสซึ่งศึกษาเรื่องลึกลับของจิตชื่อ Emile Boirac (เกิด ค..1851 ตาย ค..1917) ใช้เป็นครั้งแรกในหนังสือชื่อ L’Avenir des Sciences Psychiques

ในปี ค..1986 ได้มีการทำโพลสำรวจพบว่า คนอเมริกันราว 67% เคยมีประสบการณ์เดชาวู ส่วนคนไทยเป็นเท่าไรนั้นยังไม่เคยได้ยิน แต่ที่แน่ ๆ ผมเองก็เคยมีประสบการณ์นี้ (มากกว่า 1 ครั้ง) ตั้งแต่ตอนยังเอ๊าะ ๆ เรียนอยู่มัธยมต้น (นานมาแล้ววว …) ยังจำได้แม่นว่า เคยคุยกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่มีประสบการณ์นี้เหมือนกัน ถึงขนาดที่ว่า ถ้าสร้างเงื่อนไขอย่างหนึ่ง เหตุการณ์แบบนี้จะเกิดตามมา แต่ถ้าสร้างเงื่อนไขอีกอย่าง เหตุการณ์อีกแบบจะเกิดตามมา โม้กันถึงขนาดนั้นเลย!

 

ดร.เวอร์นอน เอ็ม เนปเป

หนังสือ The Psychology of Deja Vu ของ ดร.เวอร์นอน เนปเป

 

อย่างไรก็ตาม คำว่าเดชาวูนี้เป็นคำกลาง ๆ ที่ใช้เรียกประสบการณ์ประเภท “เคย … มาแล้ว” (déjà experience) เพราะถ้าแบ่งอย่างละเอียดตาม ดร.เวอร์นอน เอ็ม เนปเป (Dr.Vernon M. Neppe) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเดชาวู ก็จะได้ถึง 21 แบบแต่ในบรรดาเดชาวูทั้งหมดนี้ ถ้าไปถามนักวิชาการอีกท่านหนึ่งคือ ดร.อาเทอร์ ฟังค์เฮาสเซอร์ (Dr.Arthur Funkhouser) ท่านก็จะบอกว่า น่าจะเลิกใช้คำว่า เดชาวู ได้แล้ว แต่ให้เจาะจงไปเลยว่าเป็นประสบการณ์แบบไหน โดยในบรรดาประสบการณ์ย่อยทั้งหมดนี้ มีอยู่ 3 แบบ ที่น่าสนใจ เพราะมีตัวอย่างอ้างอิงชัดเจน ได้แก่ เดชา เวกู (déjà vécu) เดชา ซองติ (déjà senti) และ เดชา วิซีต (déjà visitè) ซึ่งทั้ง 3 แบบนี้ แม้จะมีส่วนคล้ายกันอยู่บ้าง แต่ก็ต่างกันที่จุดเน้นและรายละเอียดไม่น้อยเลย

ตัวอย่างประสบการณ์ เดชาวู (déjà vu) บางแบบ

  • déjà vécu (already lived) = เคยใช้ชีวิตในลักษณะเช่นนี้มาแล้ว
  • déjà senti (already felt) = เคยรู้สึกเช่นนี้มาแล้ว
  • déjà visitè (already visited) = เคยเยือนสถานที่นี้มาแล้ว
  • déjà entendu (already heard) = เคยได้ยินมาแล้ว
  • déjà eprouvè (already experienced) = เคยมีประสบการณ์มาแล้ว
  • déjà fait (already done) = เคยทำเสร็จสิ้นไปแล้ว
  • déjà pensè (already thought) = เคยคิดมาก่อนแล้ว
  • déjà su (already known intellectually) = เคยรู้มาก่อนแล้ว
  • déjà dit (already said/spoken) = เคยพูดมาก่อนแล้ว
  • déjà lu (already read) = เคยอ่านมาแล้ว
  • déjà revè (already dreamt ) = เคยฝันแบบนี้มาแล้ว
  • déjà rencontrè (already met) = เคยพบคน ๆ นี้มาแล้ว
  • déjà goutè (already tasted) = เคยรับรู้รสในลักษณะเช่นนี้มาแล้ว

เดชาวูที่น่ารู้จัก 3 แบบหลัก

เดชาวูแบบแรกคือ เดชา เวกู (déjà vécu)
หรือ เคยใช้ชีวิตในลักษณะเช่นนี้มาแล้วก็เหมือนกับเกริ่นเรื่องเอาไว้ นั่นคือ คนที่มีประสบการณ์นี้จะรู้สึกเหมือนกับว่า ตัวเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันนั้น ได้เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้วในอดีต ตรงกันหมดในรายละเอียดไม่ว่าสถานที่ สิ่งของ คนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งคำพูด และกิริยาท่าทางของคนรอบข้าง

นี่เองที่ทำให้ดร.อาเทอร์ ฟังค์เฮาส์เซอร์ เสนอว่าควรจะเลิกใช้คำว่า เดชาวู ซึ่งมีความหมายตรงตัวเพียงแค่ เคยเห็นเพราะในกรณีเดชา เวกู นั้นมีครบเครื่องทุกการรับรู้และความรู้สึก (เห็น+ได้ยิน+สัมผัส+อื่น ๆ) ราวกับว่าเคยใช้ชีวิตในช่วงนี้มาแล้วนั่นเอง

จากการสำรวจ (ของฝรั่ง) พบว่า ประชากรประมาณ 1 ใน 3 เคยมีประสบการณ์นี้ โดยมักเกิดในช่วงที่อายุประมาณ 15-25 ปี โดยจุดสำคัญของเดชา เวกู ก็คือ เรื่องที่รู้สึกว่าเคยเกิดขึ้นมาแล้วนั้น มักจะเป็นเรื่องแสนจะธรรมดา แต่กลับมีรายละเอียดที่เกี่ยวข้องอย่างน่าพิศวง เช่นจำได้ว่าตรงนี้เป็นยังไง ใครพูดหรือทำอะไร และที่น่าพิศวงที่สุดก็คือ จะรู้สึกมั่นใจว่า จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปในอีกไม่กี่อึดใจอีกด้วย! (ทำนายเหตุการณ์ต่อไปได้)

ส่วนแบบที่สองคือ เดชา ซองติ (déjà senti) หรือ เคยรู้สึกเช่นนี้มาแล้วนั้น
มีจุดแตกต่างจากเดชา เวกู ตรงที่ว่า เดชา ซองติ เป็นความรู้สึกที่ขึ้นในใจเป็นหลัก และมักจะถูกกระตุ้นด้วย คำเช่น ได้ยินคนอื่นพูด คิดคำอยู่ในใจ หรืออ่านคำ ๆ หนึ่งแล้วคิดตาม และที่สำคัญคือ ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ (ทำนายเหตุการณ์ไม่ได้) ซึ่งต่างจากกรณีของเดชา เวกู

นักประสาทวิทยาพบว่า เดชา ซองติ มักจะเกิดควบคู่ไปกับโรคลมบ้าหมูอันเนื่องมาจากมีปัญหาที่สมองกลีบขมับ (temporal lobe epilepsy) โดยก่อนอาการชักอย่างเต็มขั้นนั้น คนไข้อาจจะมีความรู้สึกในลักษณะนี้นำมาก่อน ด้วยเหตุนี้เอง นักประสาทวิทยาบางท่านจึงได้เสนอว่า เดชา ซองติ น่าจะเกิดจากสาเหตุเดียวกับโรคลมบ้าหมู
แต่แม้ว่าเดชา ซองติ เป็นเดชาวูแบบหนึ่ง ก็อย่าตีความผิด ๆ เพี้ยน ๆ อย่างฝรั่งบางคนเชียวนะครับว่า ใครที่มีประสบการณ์เดชาวู (ในทุกรูปแบบ) จะต้องเป็นโรคลมบ้าหมูทุกรายไป!

บริเวณกลีบขมับ (temporal lobe) เกี่ยวข้องกับความเข้าใจคำพูด ความจำ และการได้ยิน

กรณีศึกษา : เดชาวูเทียม

ในปี ค.. 1955 คุณหมอ วิลเดอร์ เพนฟิลด์ (Wilder Penfield) ซึ่งเป็นศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดสมอง ได้ทดลองใช้กระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ กระตุ้นสมองบริเวณกลีบขมับของคนทั่วไป และพบว่าประมาณ 8% ของผู้ถูกทดลองเกิดมีความจำขึ้นมา ซึ่งอาจเรียกว่าเป็น เดชาวูที่เกิดจากการกระตุ้นโดยมนุษย์ (artificially stimulated déjà vu)

คุณหมอวิลเดอร์ เพนฟิลด์

สำหรับแบบที่สามคือ เดชา วิซีต (déjà visitè)
หรือ เคยเยือนสถานที่นี้มาแล้วนี่ก็ลึกลับไม่เบา เพราะมีหลายกรณีที่บางคนบันทึกไว้ว่า รู้สึกคุ้นเคยราวกับว่าเคยอาศัยอยู่ใน (หรือเคยไปเยี่ยมเยือน) สถานที่หนึ่ง ๆ มาแล้ว ทั้ง ๆ ที่เพิ่งไปเป็นครั้งแรก

บางคนที่เชื่อในเรื่องการกลับชาติมาเกิด พอได้ยินอย่างนี้เข้า ก็ตีปีกแล้วร้องดัง ๆ ว่า เห็นไหมเป็นเพราะชาติก่อน คน ๆ นี้เคยใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่ดังกล่าว พอกลับมาเยือนอีกครั้งก็เลยจำได้ ส่วนคนที่เชื่อเรื่องกายทิพย์ (astral body) หรือประสบการณ์ออกนอกกายเนื้อ (out-of-body experience, OBE) ก็จะบอกว่าเป็นเพราะกายทิพย์ของคนนั้นได้ไปเยือนสถานที่แห่งนั้นมาแล้ว (เช่น ในระหว่างที่เขากำลังหลับอยู่) พอกายเนื้อไปที่นั่นจริง ๆ ก็เลยจำได้ แต่ดูเหมือนว่าทฤษฎีกลับชาติมาเกิดและกายทิพย์นี่จะใช้กับ เดชาแบบอื่น ๆไม่ได้ เช่น ไม่ได้ตอบคำถามว่า แล้วรู้สึกได้อย่างไรว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้นในกรณีของเดชา เวกู เป็นต้น

มีเหมือนกันที่เชื่อเพียงว่า เดชา วิซีต เกิดจากการที่เราเคยไป (หรือเคยรับรู้เกี่ยวกับ) สถานที่นั้นมาแล้ว แต่ดันลืมไปเอง แม้ทฤษฎีนี้จะดูง่ายไปหน่อย แต่ก็มีหลักฐานสนับสนุนอยู่ เช่น กรณีที่นาทาเนียล ฮอว์ทอร์น (Nathaniel Hawthorne) ไปเยือนคฤหาสน์ Stanton Harcourt ซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองออกซ์ฟอร์ดในอังกฤษในปี ค..1856 ฮอว์ทอร์นเขียนไว้ในบันทึกการเดินทางชื่อ Our Old Home ว่าเขารู้สึกตื่นตะลึงเมื่อได้เห็นห้องครัวขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนว่าเขาจะเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่ต่อพอไล่เลียงสาเหตุไปมาก็กลับพบว่า ที่เขารู้สึกเช่นนั้นเป็นเพราะเคยอ่านงานเขียนของอะเล็กซานเดอร์ โป๊ป (Alexander Pope) ซึ่งกล่าวถึงสถานที่นั้นมาก่อนนั่นเอง

กรณีศึกษา : คาร์ล จุง กับ เดชาวู

คาร์ล กุสตาฟ จุง (Carl Gustav Jung) (เกิด ค..1875 ตาย ค..1961) นักจิตวิทยานามกระเดื่องชาวสวิส ได้เล่าไว้ในหนังสือชื่อ Memories, Dreams, Reflections ของเขาว่า เมื่อครั้งที่เขาไปเยือนแอฟริกาเป็นครั้งแรกนั้น ในขณะที่เขามองผ่านหน้าต่างรถไฟ เขาเกิดความรู้สึกอย่างล้ำลึกว่า เขาได้กลับมายังแผ่นดินเกิดในวัยเยาว์เมื่อห้าพันปีก่อน! จุงใช้คำว่า “recognition of immemorially known” หรือ การระลึกได้เกี่ยวกับสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในความทรงจำ

คาร์ล จุง เป็นผู้ให้กำเนิดแนวคิดเกี่ยวกับ จิตไร้สำนึกร่วมของมวลมนุษยชาติ (collective unconcious) ซึ่งสามารถสืบทอดต่อ ๆ กันมาจากบรรพชนในอดีต (หรือแม้แต่ย้อนกลับไปก่อนที่จะวิวัฒนาการเป็นมนุษย์) จุงเสนอว่าประสบการณ์เดชาวู เกิดจากการที่คน ๆ หนึ่งได้สัมผัสกับความจำบางส่วนของจิตไร้สำนึกร่วมที่ว่านี้

คาร์ล จุง

แล้วจะอธิบายได้ยังไง (อีก) บ้าง?

    นอกจากแนวคิดเรื่องกลับชาติมาเกิด กายทิพย์ และทฤษฎีลมบ้าหมูแล้ว ยังมีคำอธิบายอื่น ๆ เกี่ยวกับเดชาวูอีกนับสิบแบบ เช่น คนที่เชื่อเรื่องการหยั่งรู้อนาคต (precognition) อาจจะอธิบายว่า บางคนมีความสามารถในการรับรู้อนาคตได้ แล้วนำมาเก็บไว้ในความจำ เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง ก็เลยระลึกขึ้นได้ว่าเคยรู้สึกอย่างนี้มาแล้ว

    ส่วนนักจิตวิเคราะห์บางท่านอธิบายว่า เดชาวูเกิดจากการที่จิตปรับการรับรู้เรื่องเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ แต่คำอธิบายนี้ดูไม่ค่อยเข้าเค้าเท่าไร
เพราะในกรณีของเดชา เวกู นั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมักเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งไม่ได้คุกคามคนที่รู้สึกแต่อย่างใด ส่วนอีกท่านก็บอกว่า เดชาวูเกิดจากการที่จิตต้องการได้รับประสบการณ์ในอดีตซ้ำ แต่คราวนี้อยากจะให้ประสบการณ์นั้นคลี่คลายไปในทิศทางที่พึงประสงค์ แต่นี่ก็ไม่ได้อธิบายเดชา ซองติ (ซึ่งอธิบายโดยใช้ทฤษฎีลมบ้าหมู) และเดชา วิซีต เลย

ในปี..1895 เฟเดอริก ไมเออร์ส (Frederic W.H. Myers) เสนอว่า เดชาวูเกิดจากการที่จิตใต้สำนึกบันทึกเหตุการณ์ไว้ก่อนจิตสำนึกเล็กน้อย ทำให้สมองตีความไปว่า เหตุการณ์ที่กำลังดำเนินไปอยู่นั้นเคยเกิดขึ้นในอดีตมาก่อน แนวคิดนี้น่าเทียบกับอีกทฤษฎีหนึ่งที่อธิบายว่า เดชาวูเกิดจากความผิดพลาดในขั้นตอนกระบวนการรับรู้ (perception) และการระลึกได้ (cognition) ของสมอง โดยข้อมูลจากประสบการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นและรับรู้อยู่นั้นถูกส่งไปเก็บเป็นความจำก่อน จากนั้นสมองจึงนำมาแปลความหมายและระลึกได้ภายหลัง เลยกลายเป็นว่าประสบการณ์ ณ ขณะนั้น ถูกตีความว่าเป็นประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอดีต

ในปี 1997 Pierre Gloor ได้เสนอทฤษฎีไว้ว่า เดชาวูเกิดในขณะที่ระบบความจำส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดึงข้อมูลออกมาใช้ (retrieval system) ไม่ทำงาน ในขณะที่ส่วนที่เกี่ยวข้องกับความคุ้นเคย (familiarity system) ทำงานเป็นปกติ แต่ก็มีคนแย้งว่า ระบบดึงข้อมูลออกมาใช้ไม่น่าจะปิดตาย แต่ระบบทั้งสองน่าจะทำงานไม่ประสานกันซะมากกว่า

ส่วนอีกทฤษฎีหนึ่งบอกว่า ความจำของคนเรานั้นถูกเก็บเหมือนกับภาพโฮโลแกรม (hologram) 3 มิติ โดยแต่ละจุดมีข้อมูลของภาพใหญ่อยู่ครบ เพียงแต่ว่ายิ่งจุดเล็กเท่าไร ภาพใหญ่ (ที่สร้างใหม่จากข้อมูลในจุดนี้) ก็จะยิ่งไม่ชัด แนวคิดนี้อธิบายเดชาวูว่า หากเราได้รับรู้ข้อมูลในปัจจุบัน (เช่น เสียงของเด็กที่ได้ยิน) ซึ่งคล้ายคลึงกับข้อมูลในจุดเล็ก ๆ ของความจำในอดีต แม้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ประสบการณ์ในอดีตทั้งหมดก็จะถูกขุดกลับออกมาปะปนกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน เราก็เลยรู้สึกว่าเคยผ่านประสบการณ์นี้มาก่อนนั่นเอง!

ฟังทฤษฎีเยอะแยะพวกนี้แล้ว ก็มึน ๆ และน่าฉงนพอ ๆ กับความรู้สึกที่เกิดจากเดชาวูเอง แล้วคุณล่ะ เจอประสบการณ์เดชาวูครั้งสุดท้ายเมื่อไร?

แนะนำขุมทรัพย์ทางปัญญา

    ใครยังไม่หายมันส์กับเรื่องนี้ ขอแนะนำเรื่อง What is déjà vu? ที่ http://people.howstuffworks.com/question657.htm

เรื่อง Déjà vu ที่ http://www.themystica.com/mystica/articles/d/deja_vu.html

และเรื่อง Three Types of Déjà Vu เขียนโดย Arthur Funkhouser ที่ http://home.cc.umanitoba.ca/~mdlee/dejavu.htm

 สำหรับข้อมูลที่ลึกกว่านี้ ลองอ่าน The Tease of Memory เขียนโดย David Glenn ที่ http://chronicle.com/free/v50/i46/46a01201.htm

 และ Neppe Déjà’ Vu Research and Theory ที่ http://www.pni.org/books/deja_vu_info.html

 (เว็บไซต์นี้มีชื่อ déjà vu แบบต่าง ๆ ในหัวข้อ The Various Manifestations of Déjà Vu)

post เหตุการณ์น่าสะพรึงในเดือนพฤศจิกายน

November 9th, 2007

Filed under: แจ้งข่าวทั่วไป — admin @ 9:52 pm

ประกาศจ้า! ประกาศ!

(ข้อมูลเหล่านี้ ก็อปมาจากบล็อกของพี่บิ๊ก บ.ก. a book ทั้งดุ้น

http://bickboon.exteen.com/20071031/best-in-show)

 

14 พฤศจิกายน งานเปิดตัวหนังสือใหม่ 6 เล่ม

NINE LIVES, ต้นไม้ใต้โลก, , ความสุขของมะลิ,

จิ้งหรีดแห่งเมืองสีเทา และ โลกจิต

บ่าย 2 โมง ที่ลานสานฝัน TK PARK
นะครับ

ขอเชิญท่านผู้อ่านและแฟนคลับทุกท่านด้วย

 

 

21-25 พฤศจิกายน Magazine & Book Fair 2007

ซึ่งเป็น event ใหม่เอี่ยม จัดโดยสมาคมนิตยสารแห่งประเทศไทย

a book และ a day เปิดบูทขายหนังสืออีกแล้ว

งานนี้ 5 วันเท่านั้น จัดที่พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอนครับ

น่าจะช่วยเก็บตกสำหรับคนที่พลาดงาน Book Expo นะ

คราวนี้เราได้พื้นที่ถึง 4 บูทด้วยกัน

คงไม่ต้องเบียดเสียดเหมือนเดิม

แถมงานนี้อะบุ๊กออกหนังสือใหม่อีก 2 เล่มครับ

จะเป็นอะไร เดี๋ยวมาบอกครับ แหะๆ

 

28-29 พฤศจิกายน a book Fair ขอนแก่น!

เดินสายกันอีกแล้วอะบุ๊ก

สิงหาที่ผ่านมา-เชียงใหม่ มาหนนี้ บุกอีสานครับ

เข้าไปจัดในมหาวิทยาลัยขอนแก่นเลย

งานนี้เป็นการผนวกกิจกรรมดีๆ ที่หายไปพักใหญ่

a day Poets Society ที่จะกลับมาด้วย

โดยมีผู้ร่วมเดินทางไปเสวนา คือ

พี่โหน่ง วงศ์ทนง, ก้อง ทรงกลด บก.บห.อะเดย์,

ทรงศีล ทิวสมบุญ, แทนไท ประเสริฐกุล,

และ บอย ตรัย ภูมิรัตน์

 

เจอกันเด้อ!

post แก้ไขพิมพ์ผิส

November 6th, 2007

Filed under: แจ้งข่าวทั่วไป — admin @ 4:39 pm

ปรากฏว่า โลกจิต เวอร์ชั่นพิมพ์ครั้งที่ 1 นั้น มีพบข้อผิดพลาดในการพิมพ์มากมายเลยทีเดียว

ที่ร้ายกาจ คือมันไม่ใช่พลาดแบบสะกดผิดหรือไม้โทหายหรืออะไร แต่เป็นการพลาดชนิดตกหายไปเลยทั้งบรรทัด!

แล้วหลายๆ ประโยคที่หายไป บางทีเป็นมุขเด็ด บางทีก็เป็นประโยคท่อนฮุคจบเรื่อง บ้างมีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงเนื้อความให้อ่านรู้เรื่อง

 

ด้วยข้อผิดพลาดเหล่านี้ ผู้อ่านแทนที่จะได้อรรถรสครบ 100% ก็คาดว่าคงจะลดลงไปเหลือเพียง 90%

มิหนำซ้ำ บางคนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าคนเขียนงี่เง่า นึกจะจบบทก็จบห้วนๆ มันมาเป็นนักเขียนได้ไงฟะเนี่ย

 

ด้วยความกลัดกลุ้มในดวงจิต ประดุจดั่งลูกตัวเองเกิดมาพิการ คิ้วหายไปข้างนึง หัวนมเกินมาหนึ่ง

ผู้เขียนจึงรีบรุดมาประกาศ หวังบอกกล่าวข้อแก้ไข ให้ผ่านสายตาของผู้อ่านจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะมากได้

 

กราบขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้ด้วย และในเวอร์ชั่นพิมพ์ครั้งต่อๆ ไป จะพยายามให้นวลกว่านี้

 

โอเค เกริ่นเสร็จแล้ว… ไป เราไปดูกันเถอะ ว่ามันมีพิมพ์พลาดตรงไหนบ้าง

 

บท โรคจิต

หน้า 47 ตกหายไป 1 บรรทัด

ณ ขณะนี้จบอยู่ที่ประโยค

โรคจิตอาจให้จิตแพทย์ตรวจวินิจฉัยได้

 

ต้องแก้ไขเป็น

โรคจิตอาจให้จิตแพทย์ตรวจวินิจฉัยได้

แต่ ความสุขเป็นสิ่งที่ยากจะนิยาม

 

บท ดอกไม้หลากสี

หน้า 70 บรรทัดแรกซ้ำกับบรรทัดสุดท้ายของหน้า 69

มันเลยไปดัน ทำให้บรรทัดสุดท้ายของหน้า 70 เอง ตกหายไป 1 บรรทัด

 

เดิมจบหน้า ที่ประโยค

หัวล้าน? โอเคมันอาจจะเป็นพันธุกรรมก็ได้ หรือเค้าอาจจะกินมาม่าเยอะไป

 

แก้ไขเป็น

หัวล้าน? โอเคมันอาจจะเป็นพันธุกรรมก็ได้ หรือเค้าอาจจะกินมาม่าเยอะไป

อาจจะใช้แชมพูยี่ห้ออีแร้งหัวเถิก หรืออาจจะไปโกนตามอย่างพี่น้อยวงพรู ก็เป็นได้

มากมายล้านแปด

 

หน้า 73 บรรทัดแรกซ้ำกับบรรทัดสุดท้ายของหน้า 72

มันเลยไปดัน ทำให้บรรทัดสุดท้ายของหน้า 73 เอง ตกหายไป 1 บรรทัด

 

เดิมจบหน้า ที่ประโยค

ประจัญบาน ว้ายบึ้ม… (เชียร์กระหึ่มโลก) โกซิกส์ Club M สตรีเหล็ก 2 Beautiful”

 

แก้ไขเป็น

ประจัญบาน ว้ายบึ้ม… (เชียร์กระหึ่มโลก) โกซิกส์ Club M สตรีเหล็ก 2 Beautiful

Boxer เพลงสุดท้าย หอแต๋วแตก โกยเถอะเกย์ แก๊งชะนีกับอีแอบ Me Myself”

 

หน้า 78 บรรทัดแรกซ้ำกับบรรทัดสุดท้ายของหน้า 77

มันเลยไปดัน ทำให้บรรทัดสุดท้ายของหน้า 78 เอง ตกหายไป 1 บรรทัด

 

เดิมจบหน้า ที่ประโยค

ที่เราอยู่ใกล้เค้าแล้วตื่นเต้นแบบนี้ คงจะเป็นเพราะเราชอบผู้ชายแน่ๆ เลย! ” ”

 

แก้ไขเป็น

“ที่เราอยู่ใกล้เค้าแล้วตื่นเต้นแบบนี้ คงจะเป็นเพราะเราชอบผู้ชายแน่ๆ เลย!

ถ้าวันไหนเขาตอบตัวเองได้ชัดเจนแบบนั้นแล้วละก็ กระบวนการกำเนิดเกย์ก็ถือได้ว่าเสร็จสมบูรณ์

 

———————————————-

 

ที่ผ่านมา เป็นเรื่องของการพิมพ์ตกบรรทัดหาย

ต่อไป เป็นเรื่องของเนื้อหาผิด (อันนี้เป็นส่วนที่คนเขียนพลาดเองแล้วเพิ่งมาเห็นทีหลัง)

 

บท 10 อาการบาดเจ็บทางสมอง ตอน2

หน้า 189 บรรทัดที่ 3 ซ้ายกับขวาสลับกัน

เดิม

9) สมองซีกซ้ายเป็นใบ้ โดนสมองซีกขวาแย่งพูด

 

แก้ไขเป็น

9) สมองซีกขวาเป็นใบ้ โดนสมองซีกซ้ายแย่งพูด

 

หน้า 191 ตรงส่วนของ Foreign Accent Syndrome (โรคสำเนียงต่างประเทศเฉียบพลัน)

ใส่ชื่อประเทศผิด

 

เดิมเขียนว่า

ยกตัวอย่างเช่น คุณป้าชาวแคนาดาคนหนึ่ง แกก็พูดภาษาอังกฤษสำเนียงแคนาเดี้ยนของแกมาตลอดชีวิต อยู่มาวันหนึ่งเป็นลมล้มพับเข้าโรงพยาบาลไป ปรากฏว่าพอตื่นขึ้นมาอีกที สำเนียงเปลี่ยนกลายเป็นคนจาไมก้า

 

ขอแก้ไขเป็น

ยกตัวอย่างเช่น คุณป้าชาวเมืองนิวแคสเซิลคนหนึ่ง แกก็พูดภาษาอังกฤษสำเนียงอังกฤษของแกมาตลอดชีวิต อยู่มาวันหนึ่งเป็นลมล้มพับเข้าโรงพยาบาลไป ปรากฏว่าพอตื่นขึ้นมาอีกที สำเนียงเปลี่ยนกลายเป็นคนจาไมก้า

 

บท “10 อาการบาดเจ็บทางสมอง ตอน1″

หน้า 184
บรรทัดที่อยู่หลังจากรูป ขอเติมคำว่า
โดยมาก

เดิม

คนไข้พวกนี้ ขยับควบคุมแขนขาทั้ง 2 ข้างได้ตามปกติ

 

แก้ไขเป็น

คนไข้พวกนี้ โดยมากขยับควบคุมแขนขาทั้ง 2 ข้างได้ตามปกติ

ถ้าไม่แก้ เดี๋ยวจะเข้าใจผิดว่า คนไข้โรคนี้ทุกคนสามารถใช้แขนขาได้ตามปกติ

แต่จริงๆ แล้ว คนที่เป็นอัมพาตครึ่งตัวแล้วเป็นโรคนี้ก็มีเหมือนกัน

 

———————————————-

 

ที่เหลือ แค่ผิดเล็กๆ น้อย ไม่ซีเรียส แต่ก็รวบรวมเอาไว้ไม่เสียหาย

ใครอ่านแล้วสะดุดอะไรตรงไหนก็แจ้งเข้ามานะครับ

พิมพ์ครั้งต่อๆ ไปจะเอาได้ไปแก้ให้มันเพอร์เฟ็คขึ้น

 

บท ขำๆ

หน้า 91 บรรทัดที่ 7 ตกวงเล็บปิด

เติมเครื่องหมายวงเล็บปิด “)” หลังคำว่า โลกจิต

แก้ไขเป็น

ไม่วางยาสลบ (เคยกล่าวถึงเรื่องการผ่าตัดแบบนี้ไปแล้วในตอน โลกจิต‘)

 

บท คนเห็นสี

หน้า 149 ตรงบรรทัดที่ 2 ของความเห็นที่ 13

มันเว้นวรรคห่างเกินไป
ควรตบให้เข้ามาชิดกัน

 

บท ทำดีด้วยดี ทำชั่วด้วยชั่ว

หน้า 222 ตรงส่วนเนื้อเพลงข้างล่าง เริ่มทำตัวเอียงเร็วเกินไป มันไปรวมในส่วนที่ไม่ใช่เนื้อเพลงไปด้วย

 

ส่วน อ้างอิง+เพิ่มเติม

หน้า 267 ตรงกลางๆ หน้า มีแนะนำ Science Magazine Podcast ใส่วันที่เป็น 26/01/06

จริงๆ แล้วต้องแก้เป็น 26/01/07

 

หน้า 270 บรรทัดที่ 11 พิมพ์ตก w ไป 1 ตัว

เดิม “ww.23nlpeople”

แก้เป็น “www.23nlpeople”

 

——————————————-

 

ทิ้งท้ายด้วยความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ ที่มีต่อข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นนะครับ

ผมมานั่งทบทวนดู รู้สึกว่า พวกอารมณ์ต่างๆ มันมาตามสูตรเป๊ะเลยครับ

บ่อยครั้งเวลามีเรื่องมีราวเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม

ความรู้สึกผมมันมักจะไหลมาตามลำดับดังนี้

 

1. เห็นทีแรก ตกใจ
: เฮ้ย! มันหายไปทั้งบรรทัดเลยจริงๆ เหรอวะเนี่ย! หรือมันเป็นแค่เล่มเดียวรึเปล่า รีบวิ่งขึ้นไปดูเล่มที่ให้แม่ไว้ โอ๊ะ เล่มนี้ก็เป็น! รีบโทรไปหาแฟนกลางดึก โอ๊ะ เล่มของเธอก็เป็น!

 

2. กลัวปนเศร้า:
กลัวคนอ่านจะเข้าใจเราผิด เค้าจะรู้มั้ยว่ามันเป็นการพิมพ์ผิด? เค้าอาจจะคิดว่าเราเขียนไม่ดี เขียนไม่รู้เรื่อง โคตรเสียดายหลายๆ ประโยค รู้สึกว่ามันสำคัญ ไม่น่าตกหายไปเลย อย่างบางอันเป็นท่อนฮุคจบบทเงี้ย อยากร้องไห้ที่สุด

 

3. เริ่มโกรธ เริ่มโทษคนอื่น:
ไอ้โรงพิมพ์งี่เง่า! ไม่ก็ต้องเป็นความสะเพร่าของคนที่ a book แน่ๆ ไอ้เราก็อุตส่าห์ไปเฝ้าดูอย่างละเอียดทุกขั้นตอนแล้วแท้ๆ อ่านตรวจไม่รู้กี่รอบ ย้ำตั้งหลายหน ทำไมมันยังอุตส่าห์พลาดได้อีกเนี่ย แล้วพลาดแบบไม่น่าให้อภัยซะด้วย! โอ๊ยย คิดแล้วอยากอาละวาดโว้ย

 

4.เริ่มโทษตัวเอง:
ไม่หรอก
ไปว่าเค้าก็ไม่ถูก มึงเองน่ะแหละ (อันนี้ คือพูดกับตัวเองอยู่) ไอวันสุดท้ายตอนก่อนส่งโรงพิมพ์นั่นทำไมไม่ไปช่วยเค้าดู มัวแต่ขี้เกียจอยู่ เป็นไงล่ะ… แล้วนี่หนังสือก็ออกมาเป็น 10 วันแล้ว ที่จริงน่าจะรีบลงมืออ่านตรวจทานตั้งแต่แรก คงจะเจอที่ผิดพลาดเร็วกว่านี้ แล้วก็น่าจะบอกเค้าทัน เผลอๆ อาจเซฟได้อีกเป็นพันๆ เล่ม นี่ตอนนี้พิมพ์ครั้งที่ 1 คงทำอะไรไม่ได้แล้ว โอย กูไม่น่าชล่าใจ มัวแต่เล่นอยู่เลยว่ะ นี่ถ้ารีบอ่านรีบเช็คตั้งแต่ตอนแรกนะ อ๊ากก ถอนผม ถอนผม

 

5. เริ่มมีความคิดวิปลาศ:
หรือว่าพรุ่งนี้เรารีบไปทำตรายาง แล้วไปนั่งปั๊มพ์แก้เองดีทีละเล่มดีวะ ถ้าทำได้นาทีละ 3 เล่ม 2000 เล่มนี่ก็คงใช้เวลาไม่กี่วัน.. อืมม หรือจะทำเป็นเอกสารแนบใส่แต่ละเล่มไปด้วยดีวะ ว่ามีที่ผิดตรงไหนบ้าง แต่ถ้าทำแบบนั้นก็เกรงใจ a book เค้านะ ลูกค้าอาจจะมองว่าไม่ professional โอ้ย เอายังไงดีล่ะเนี่ย

 

6. เหนื่อย ไปนอน คิดมาก นอนไม่ค่อยหลับ แต่ในที่สุดก็หลับ

 

7. ตื่นมา มีธุระเรื่องอื่นต้องไปทำมากมาย ก็ไปทำ

เริ่มคิดเรื่องพิมพ์ผิดน้อยลง

 

8. กลับมาตรวจต่อ ยังคงเจอที่ผิดเพิ่มอีกเรื่อยๆ แต่คราวนี้ค่อนข้างเฉยๆ ไม่ค่อยรู้สึกอะไรแล้ว เริ่มคิดประมาณว่า เออ มันก็เป็นธรรมดาของการทำงานนะ มีข้อผิดพลาดกันได้ ทุกคนก็ได้พยายามดีที่สุดแล้ว จะไปอารมณ์เสียทำไม

 

9. ปล่อยวาง:
เอาเถอะ it’s not the end of the world ไอ้ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปไป ที่ทำอะไรไม่ได้แล้วก็แล้วไป ความผิดใครไม่สำคัญ พยายามแก้ไขในส่วนที่ยังทำได้อยู่ให้ดีที่สุดดีกว่า

 

10. สรุปบทเรียน แล้วก็มุ่งมั่นทำในสิ่งที่ยังทำได้อยู่ นั่งรวบรวมที่ผิดจนครบ ส่งไปให้ a book เพื่อแก้ไขในการพิมพ์ครั้งที่สอง แล้วก็มานั่งโพสต์บอกคนอ่านในเว็บไซต์ (ซึ่งก็กำลังกระทำอยู่ในขณะนี้ไง)

 

10.1 ชีวิตดำเนินต่อไป แต่ก็มีมานั่งคิดมากบ้างเป็นครั้งคราว(อันนี้เป็นความหมกมุ่นเฉพาะตัว ไม่รู้คนอื่นเป็นมั่งรึเปล่า) เอ ไปขอแก้เยอะๆ แบบนี้ a book เค้าจะมองว่าเราเป็นนักเขียนเรื่องมากรึเปล่า? เอ เอาข้อผิดพลาดของหนังสือมาโพสต์แบบนี้ บางคนจะมองไม่ดีมั้ย? คนอ่านจะรู้สึกแย่มั้ย? ว่าได้หนังสือมีตำหนิไป สู้ไม่รู้ซะเลยอาจจะยังดีกว่า… มากมายหลายอย่าง

 

แต่ก็นั่นแหละครับ ชีวิตก็ยังดำเนินต่อไป

ว่าแล้วก็รีบไปดูละครดีกว่า

post “จิตพิกล คนพิลึก” - dinner ใต้แสงไฟกับพี่ชิว บัญชา

October 29th, 2007

Filed under: แจ้งข่าวทั่วไป — admin @ 4:21 am

วันศุกร์ที่สองของงานสัปดาห์หนังสือ (26 ตุลา 50)

ในที่สุดก็ได้มีโอกาสนัดพบกับพี่ชิว (ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ) ในโลกแห่งความเป็นจริงซักที (ปกติเคยคุยกันแต่ในโลกไซเบอร์)

 

พี่ชิวใจดีมากๆ เลยครับ เอาโอริกามิมาแจกผมด้วยตั้ง 2 ชิ้น

ตัวแรกเป็นรูปนก ดึงแล้วขยับปีกได้

ส่วนอีกอันนึงเป็นรูปปากอวบอิ่มแดงแจ๊ด ดึงแล้วขยับริมฝีปากได้ด้วย พี่ชิวบอกว่าเมื่อเช้าเพิ่งเอาไปใช้เล่นกับนักเรียนมา เด็กๆ ชอบกันมาก

เรื่องการพับกระดาษนี่อย่าทำเป็นเล่นไปนะครับ พี่ชิวอธิบายบอกว่า มันเป็นศาสตร์และศิลป์ขั้นสูง การพับโอริกามิแต่ละชนิด ล้วนมีแบบแผนซับซ้อนเฉพาะเจาะจงของมัน ส่วนใหญ่ใช้พับจากกระดาษแผ่นเดียวโดยที่ห้ามมีรอยตัดใดๆ ทั้งสิ้น ขั้น advance มากๆ นี่เค้าถึงกับต้องมีการออกแบบคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์กันเลยทีเดียว

หลังจากพี่ชิวโชว์พับกระดาษเสร็จ พวกเราก็นั่งสั่งดินเนอร์กินกันต่อที่ร้าน Black Canyon ภายใต้บรรยากาศแบบสองต่อหนึ่ง (มีผมกับแฟนผมคืออาบัน แล้วก็พี่ชิว) พี่ชิวสั่งข้าวราดปลาทอด ผมสั่งข้าวน่องไก่ ส่วนอาบันสั่งฟูซิลี่ต้มยำกุ้ง

อย่างที่บอกนะครับ พี่ชิวใจดีมากๆ เลี้ยงข้าวพวกเราด้วย แล้วก็ยังเอาหนังสือเล่มใหม่ที่เพิ่งพิมพ์กับสารคดีเสร็จมาแจกให้อีกต่างหาก

หนังสือที่ว่า มีชื่อว่า “จิตพิกล คนพิลึก” เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโลกจิตคล้ายๆ กับหนังสือโลกจิตนั่นแหละครับ
ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ ว่าบังเอิญจะคลอดออกมาในระยะเวลาใกล้เคียงกันโดยมิได้นัดหมายขนาดนี้

แหม้ อย่างงี้ ถ้าอ่านโลกจิตแล้วติดใจ คงต้องรีบไปต่อด้วย “จิตพิกล คนพิลึก” ซะแล้ว! ในเล่มนี้มีหัวข้อน่าสนใจอีกมากมายเลยครับ ที่ไม่ซ้ำกับในโลกจิต เช่น เรื่องของ ม้าบวกเลขได้จริงรึเปล่า? เรื่องจิตวิทยาการอุปทานหมู่ เรื่องของโฟเบีย ความกลัวที่ไม่สมเหตุสมผล อย่างเช่นกลัวผีเสื้อ กลัวต้นไม้ กลัวหัวเข่า!? เรื่องคนตดเป็นเพลงได้(อันนี้มันจิตวิทยาตรงไหนนิ?) เรื่องจิตวิทยาความงามสากล… ส่วนเรื่องที่กล่าวถึงหัวข้อเดียวกับในโลกจิต จากมุมมองและข้อมูลที่แตกต่างกันออกไปก็มี อย่างเช่น เรื่องการฝันแล้วรู้ตัวว่ากำลังฝันอยู่ เรื่องของอัจฉริยะปัญญาอ่อน เรื่องคนเห็นสี synesthesia และอื่นๆๆๆๆๆ อีกมากมาย

 

น่าสนใจมากๆ เพราะฉะนั้น อย่าลืมช่วยกันสนับสนุนแวดวงหนังสือแนววิทย์มหาชนเพื่อคนไทยโดยการไปอุดหนุน “จิตพิกล คนพิลึก” กันนะครับ

อย่างสุดท้ายที่อยากจะฝากไว้ คือ ดร.บัญชา หรือพี่ชิว แกเป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ ของคำว่า “ความรู้เสรีไร้พรมแดน”

ตัวแกเองเป็นนักฟิสิกส์ ส่วนผมเป็นนักเรียนชีวะ แต่เย็นวันนั้นเรากลับนั่งเมาท์กันเรื่อง “วิวัฒนาการของภาษา”
พี่ชิวบอกว่า ทุกวันนี้แกกำลังค้นคว้าเรื่อง การแพร่ขยายทางวัฒนธรรมของชนเผ่าอารยันช่วงประมาณสามพันกว่าปีก่อน อันเป็นต้นกำเนิดของตำนานเรื่องรามเกียรต์ และภาษาตระกูลอินโด-ยูโรเปี้ยน ซึ่งก็วิวัฒนาการแตกไปเป็นกรีก ลาติน บาลี สันสกฤต อะไรต่างๆ มากมาย จึงเป็นเหตุให้พบความคล้ายคลึงกันอย่างมองข้ามไม่ได้ของภาษาไทยกับภาษาอังกฤษในทุกวันนี้ เช่น

เอราวัณ กับ elephant

มารดา กับ mother

เอก โท (หรือทวิ) ตรี กับ one two three

ภารดร กับ brother

ชื่อเมืองลงท้ายด้วย –Burg กับ –บุรี

และอีกอันนึงซึ่งถ้าพี่เค้าไม่บอก ผมก็ไม่เคยสังเกตุเห็นมาก่อนเหมือนกัน

คำว่า Snake ที่แปลว่างู ถ้าตัด S กับ e ออก ก็จะเหลือแต่ Nak
ซึ่งก็คือรากเดียวกับคำว่า ‘นาค’ หรือ ‘นากา’ นั่นเอง!

โอ้ว แม่เจ้า!! ไม่เคยนึกมาก่อนจริงๆ นะเนี่ย!

นี่แหละครับ.. ทุกสิ่งทุกอย่างมันมีที่มาที่เชื่อมโยงกันอยู่จริงๆ การได้ทำความเข้าใจที่มาเหล่านี้ ถือเป็นความสุนทรีย์อย่างหนึ่งของชีวิต ซึ่งมีแต่มนุษย์เท่านั้นที่สัมผัสได้


ผมกับพี่บัญชาคุยกันถูกคอมากๆ เนื่องว่าเราทั้งสองต่างก็สนใจมันไปหมดทุกเรื่อง (ที่น่าสนใจ) โดยไม่ต้องมัวมานั่งถามไถ่กันอยู่ว่า “นี่คุณจะอยากรู้เรื่องพวกนี้ไปทำไมกันเนี่ย?”

คำตอบของคำถามข้อนี้ ถ้าให้ตอบสั้นๆ เลย ผมก็คงจะตอบว่า “why not?”

ถ้ามดซักตัวนึงจะพักผ่อนจากการหาอาหาร แล้วเดินออกไปสำรวจนอกรังบ้าง ผมว่ามันก็ไม่เห็นจะเป็นไร
ว่างๆ ก็นั่งลงตั้งคำถาม เราคือใคร? เราคืออะไร? เรามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? ทำไมเราถึงเป็นอย่างที่เราเป็น?
ในโลกจินตนาการของผม ต่อให้เป็นมดงานหรือมดทหาร ก็น่าจะมีเสรีภาพในการถามคำถามเหล่านี้ได้เหมือนๆ กัน

ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงดีใจทุกครั้ง ที่เห็นเด็กนักเรียนสายศิลป์ หรือคนที่ไม่ได้มีอาชีพอะไรเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์เลย มาบอกผมว่า ชอบอ่าน Mimic หรือ โลกจิต (เวลาเด็กวิทย์มาบอกว่าชอบก็ดีใจเหมือนกันนะ เดี๋ยวจะหาว่าลำเอียง)

ผมดีใจจนนมแทบปริเลย จริงๆ นะ..

ไม่เชื่อวันหลังมาขอเปิดดูได้
ส่วนสำหรับพี่ชิว อันนี้ผมไม่รู้เหมือนกัน
ว่างๆ วานมาตอบหน่อยนะครับ แหะ แหะ :)

ป.ล. พี่ชิวบอกด้วยว่า รู้จักส่วนตัวกับรมต.กระทรวงวิทย์ แล้วก็จะเอาโลกจิตไปให้ท่านอ่านซักเล่มนึงจริงๆ ตามที่ได้เขียนบอกไว้ในคำนิยม(พูดคำไหนคำนั้นมากๆ) ไอ้ผมก็อดใจรออย่างระทึก งานนี้จะออกหัวออกก้อยยังไม่รู้เหมือนกัน

post โลกจิตมาแว้ว!!

October 27th, 2007

Filed under: แจ้งข่าวทั่วไป — admin @ 4:06 am

หลังจากที่โดนโรงพิมพ์เบี้ยวมาหลายวัน 

ในที่สุด วันนี้ (ศุกร์ที่ 26 ตุลา 50) เวลาประมาณ 6โมงเย็นกว่าๆ…

โลกจิตล็อตใหม่ก็มาส่งแล้วครับ!

มีมาอีกประมาณ 200 เล่ม

แต่แค่ช่วงค่ำวันนี้วันเดียวก็ขายไปประมาณ 30 กว่าเล่มแล้ว

ยังไม่รู้ว่าเสาร์อาทิตย์จะมีมาส่งเพิ่มอีกรึเปล่า

ถ้าหมดรอบนี้ คงต้องรอไปซื้อเต็มราคาเอาตามร้านหนังสือนั่นแหละครับ

เพราะฉะนั้น รีบด่วน!

ถ้าอดอ่านโลกจิต คิดผิดจนนมยานนะ!

ขอขอบพระคุณทุกท่านที่มาอุดหนุนอีกครั้งครับ

ช่วงนี้เอาโฉมหน้าของ “คนอ่านโลกจิต” มาให้ชมกันเล่นๆ อีกซักเซ็ตนึงก่อน จะเป็นไรไป…








ดูรูปเวอร์ชั่นใหญ่ และรูปอื่นๆ ที่เหลือของวันนี้ได้ที่นี่

post โลกจิตขายหมด (ชั่วคราว)

October 22nd, 2007

Filed under: แจ้งข่าวทั่วไป — admin @ 5:17 pm

ตอนนี้ที่งานหนังสือ โลกจิตขายหมดเกลี้ยงแล้วนะครับ

กว่าโรงพิมพ์จะเอามาส่งล็อตใหม่ คาดว่าน่าจะประมาณวันพฤหัส

ส่วนตัวข้าพเจ้าเอง ถึงแม้ไปแล้วจะไม่ได้เซ็น แต่ก็คาดว่าน่าจะยังไปช่วยเค้าขายอยู่ แต่อาจจะไม่ได้ไปทุกวันแล้ว จนกว่าหนังสือของตัวเองจะมา

ขออภัยในความไม่สะดวก และขอประกาศแจ้งให้ทราบทั่วกัน

post รายการวิทยุโลกจิต

October 21st, 2007

Filed under: แจ้งข่าวทั่วไป — admin @ 12:59 pm

บ่ายของวันอาทิตย์ที่ 21 ตุลา 2550

พี่บิ๊ก(1 ในบ.ก. a book)ชวนผมไปนั่งคุยในรายการ Live in a day ของ True FM 93.5 ช่วง 3-5 โมงเย็น(แต่ปรากฏเนื่องจากความอ้วน จึงไปถึงสตูดิโอสายกันทั้งคู่ กว่าจะได้เริ่มรายการก็ปาไปประมาณ 3 โมงครึ่ง)

คุยกันสนุกสนานฮาเฮมากครับ

แล้วก็มีพูดถึงเนื้อหาของหนังสือโลกจิตมากมาย อาธิเช่น โลกจิตคืออะไร? โลกจิตของคนตาบอดเป็นยังไง? อาการแปลกๆ ต่างๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้หากสมองเกิดเจ๊งเป็นส่วนๆ ฯลฯ

นอกจากนี้ พี่บิ๊กยังใจดีให้ผมเลือกเพลงไปเปิดเองอีกด้วยครับ

ใครสนใจก็ลองกดฟังได้ดูได้ 

หรือถ้าอยากจะโหลดเป็นไฟล์ mp3 เก็บไว้ในเครื่องก็เชิญคลิกที่นี่ 

ป.ล. 1.รูปบรรยากาศของงานหนังสือ และภาพโฉมหน้าอันงดงามของผู้ที่มาอุดหนุนโลกจิตในแต่ละวันๆ ผมโพสต์เอาไว้ในเว็บบอร์ดนะครับ

2. บล็อก พี่บิ๊ก DJ BickBoon เสียงหล่อครับ

post โลกจิตออกวันแรก ขายดีมาก!!

October 19th, 2007

Filed under: แจ้งข่าวทั่วไป — admin @ 4:57 am

ขายดีเป็นเทนม เทท่า..

วันนี้(พฤหัส 18 ตุลา) ผมไปถึงงาน(สัปดาห์หนังสือ) เวลาประมาณ 5 โมงเย็น

ปรากฏพวกน้องๆ ที่บูธบอกว่า “ขายเกือบหมดแล้วพี่!”

ล็อตแรกที่มาส่งขายไปแล้วประมาณเกือบ 150 ที่เหลือมีอยู่แค่ไม่ถึงสิบเล่ม